Monday, August 28, 2006
คำเตือน หากฟังในฤดูหนาวอาจจะตายไปเลยนะครับพี่น้อง
จากกันด้วยดี - เบิร์ดกะฮาร์ท
ผู้ชายในเงาจันทร์ - Tea for Three
เมื่อรู้สึกว่ารัก - สุรชัย กิจเกษมสิน
เหงา - Pause
หนาวนี้ - Friday I'm in Love
คิดถึง - Armchair
คืนนี้ - บอยด์
สายลมไม่เห็นใจ - Calories Blah Blah
โลกหมุนด้วยความรัก - Crescendo
แค่ความรัก - DDT Superband
กลับไป new york อีกครั้ง หลังจากมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยียนครั้งแรกเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว ครั้งนี้พิเศษกว่า ตรงที่ฝนตกทั้งสองวัน หลายคนอาจจะบ่น แต่ผมมีความสุขทุกครั้งที่ได้เดินตากฝน (ปรอยๆ นะครับ หนักๆ ก็ไม่ไหวเหมือนกัน)เดินไปก็แอบคิดเรื่อง econ ไป อืม ..... deadwight loss จ๋า consumer surplus จ๋า
new york ก็ยังน่าสนใจเหมือนเดิม เป็นเมืองที่มีความหลากหลายทางชีวภาพและสีสันละลานตามาก คราวที่แล้วพลาดจุด must-see ไปหลายแห่ง คราวนี้เลยไปไล่เก็บตั้งแต่เทพีเสรีภาพ ellis island, empire state building, central park และที่สำคัญคือปิดท้ายด้วยร้าน pam เป็นร้านอาหารไทยที่ทุกคนยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยที่สุดในอเมริกา (ปานนั้น)ขออภัยที่ยังไม่มีรูป เพราะรอน้องๆ upload ให้อยู่ หากเผลอเข้ามาอ่านก็ช่วย post กันเร็วๆ ด้วยนะครับพี่น้อง
I'm singing in the rain
Just singing in the rain
What a glorious feeling
I'm happy again
I'm laughing at clouds
So dark up above
The sun's in my heart
And I'm ready for love
For love
Let the stormy clouds chase
Everyone from the place
Come on with the rain
I've a smile on my face
I'll walk down the lane
With a happy refrain
Singing, singing in the rain
In the rain.
La...
I'm singing in the rain
Just singing in the rain
What a glorious feeling
I'm happy again
I walk down the lane
With a happy refrain
I'm singing, singing in the rain
In the rain
In the rain
Saturday, August 26, 2006
Tuesday, August 22, 2006
Saturday, August 19, 2006
ส่งแค่นี้ - บอย ตร้ย ภูมิรัตน์
Wednesday, August 16, 2006
สัปดาห์สุดท้ายของ Harvard Summer School ทาง IEL สมนาคุณให้กับบรรดานักเรียนด้วยการพาเราไปเดินทางรอบ boston กับทัวร์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกอันเลื่องชื่อนามว่า Duck Tour ถือว่าพวกเราโชคดีไม่น้อยที่ได้มีโอกาสนั่ง Duck Tour ในวันที่ฝนตก น้อยคนนักจะได้มีโอกาสเยี่ยงนี้ T_T จุดเด่นของ Duck Tour อย่างหนึ่งคือ พี่คนขับ วันนี้แต่งตัวเป็น pirate แต่พอพี่แกถอดหมวกออกมา ทุกคนก็ร้องฮือ เมื่อได้เห็นผมสีน้ำเงินทรงขัดใจแม่ พี่คนขับของเราใจดี พยายามช่วยนักเรียนตอบคำถาม assignment อันสุดหิน และพยายามเล่นมุขกับพวกเราเต็มที่ แต่น่าสงสารพี่แกเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากพวกเราไม่เข้าใจมุขที่แกเล่น ได้แต่หันหน้ามามองกันเองว่า มันพูดอะไรวะ แล้วก็มีแต่อาจารย์ฝรั่งสองคนนั่งหัวเราะอยู่หลังรถ สองเดือนที่ผ่านมาใน Harvard Summer School มันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นเลยหรือนี่ โอ้ คุณพระช่วย
Sunday, August 13, 2006
Saturday, August 12, 2006
more pictures at http://picasaweb.google.com/nithivadee/NewHampshireLuvIt
http://www.kodakgallery.com/I.jsp?c=flx8xy6.gm1jy3a&x=1&y=b051h0
ชีพจรของผองเราลงเท้าอีกแล้ว คราวนี้แห่กันไปเป็นขบวนพี่เยี่ยมเยียน New Hamshire ออกเดินทางกันเกือบสิบโมงด้วยรถสามคันจาก Kendall Square แต่กว่าจะไปถึงที่หมายก็เกือบบ่ายโมงกว่า เนื่องจากรถสองคันหลังเกิดอาการอยากขับรถชมวิว เลยขับไปอ้อมนอกเส้นทางเสียไกล บรรดาผู้โดยสารในรถคันแรกเลยได้มีโอกาสไปเดินเที่ยวล่วงหน้าก่อนชั่วโมงกว่าๆ ทีเด็ดความนี้ก็คงไม่พ้นสถานที่ที่อาจารย์ท็อปของเราเรียกว่า "ภูมิจอด" ฟังครั้งแรกก็งงว่าทำไมมันมีชื่อไทยด้วย (วะ) แต่หลังจากได้เห็นชื่อภาษาอังกฤษถึงได้ร้องอ๋อว่า มันคือ Flume Gorge นั่นเอง (เอวัง) เจ้าภูมิจอดที่ว่านี้เป็นทางเดินน้ำตกผ่านช่องหินแคบๆ ที่สวยได้ใจมาก บรรดาคนไทยเราเล่นหยุดถ่ายรูปทุกๆ 30 วินาที กว่าจะเดินไปครบรอบก็ปาเอาไปชั่วโมงกว่า ต่อจากนั้นเราไปเดินขึ้นเขาเพื่อชมความงามของ Echo Lake ลมพัดเย็นสบาย พี่น้องก็ถ่ายรูปกันอย่างเมามันส์เช่นเคย ตบท้ายวันด้วยการไปกิน sea fastfood ที่ทะเลสาบชื่อเรียกยาก Winnipesaukee ถือว่าเป็นการจบที่สวยงาม แม้อากาศจะเย็นไปนิด แต่พวกเราก็ได้ไออุ่นซึ่งกันและกันมาคลายความหนาว (-_- ')
Wednesday, August 09, 2006
Monday, August 07, 2006
Monday, July 31, 2006
Our life together is so precious together
We have grown, we have grown
Although our love is still special
Let's take a chance and fly away somewhere alone
It's been too long since we took the time
No-one's to blame, I know time flies so quickly
But when I see you darling It's like we both are falling in love again
It'll be just like starting over, starting over
Everyday we used to make it love
Why can't we be making love nice and easy
It's time to spread our wings and fly
Don't let another day go by my love
It'll be just like starting over, starting over
Why don't we take off alone
Take a trip somewhere far, far away
We'll be together all alone again
Like we used to in the early days
Well, well, well darling It's been too long since we took the time
No-one's to blame, I know time flies so quickly
But when I see you darling
It's like we both are falling in love again
It'll be just like starting over, starting over
Our life together is so precious together
We have grown, we have grown
Although our love is still special
Let's take a chance and fly away somewhere
Starting over
เพลงนี้ชื่อว่า Just Like (Starting Over) ของ John Lennon เป็นเพลงที่ผมชอบฟังเมื่อถึงคราวที่ต้องลาจากใครสักคน อาจดูเหมือนเป็นเพลงของคู่รักที่ต้องจากกัน แต่ไม่เป็นไร ผมถูไถไปได้ว่า เพื่อนฝูงจากกันก็คงใช้ได้ โดยเฉพาะท่อนนี้
Our life together is so precious together
We have grown, we have grown
Although our love is still special
Let's take a chance and fly away somewhere alone เราต่างคนก็ต่างเติบโต และเราก็ต้องโบยบินไปหาหนทางใหม่ๆ ชีวิตใหม่ๆ กันต่อไป อย่างเช่นวันนี้ รู้สึกใจหายที่น้องๆ กลุ่มแรก คือ ซิมกับอาร์ค ต้องจากบอสตันเพื่อไปเจอกับของจริงที่ Wharton และอีกไม่นานน้องๆ ที่เหลือก็คงจะจากไปทีละคนสองคน Time Flies So Quickly คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ตลอดเวลาเกือบ 2 เดือน เราชาว Thai MBA in Boston นั้นมีความสุขกันแค่ไหน ทั้งเรียนทั้งเล่นคละเคล้ากันไป จริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้หายไปไหนไกลนักหนา ว่างๆ ก็คงไปแวะเยี่ยมเยียนกันได้บ้าง แต่ก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้จริงๆ
Sunday, July 30, 2006
Wednesday, July 26, 2006
และแล้วผมก็เจอสถานที่สุดยอดอีกแห่งหนึ่งใน Boston ใช่แล้วครับพี่น้อง มันคือ the Museum of Fine Arts เป็นพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะที่สุดยอดมาก รวบรวมศิลปะแทบทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปั้นดินเผา ภาพเขียน ภาพถ่าย ฯลฯ ผมเองก็ไม่ใช่คออาร์ตแบบ Hardcore แต่ก็สามารถดื่มด่ำและมีความสุขกับการชมศิลปะได้ ไม่ต้องปีนบันไดแต่อย่างใด นอกจากงานศิลป์ที่มีโชว์กันเป็นปกติแล้ว ที่ mfa ยังมีภาพยนตร์อาร์ตๆ กับคอนเสิร์ตเจ๋งๆ ให้ดูอีกเพียบ สงสัยว่าคงจะต้องมาเยี่ยมกันอีกหลายหนเลยนะจ๊ะ พี่ mfa (http://www.mfa.org)
Saturday, July 22, 2006
วันนี้เป็นครั้งที่สองที่ได้มาเหยียบ Sanders Theatre หลังจากศุกร์ที่แล้วได้มาดู The Marchant of Venice แต่เส้นความอดทนขาดเพียงแค่ 20 นาทีแรก เพราะฟังนักแสดงไม่รู้เรื่อง (รู้สึกว่าตัวเองโง่อีกแล้ว T_T) แต่สำหรับศุกร์นี้ ทาง Harvard จัดคอนเสิร์ต Mozart Celebration โดยเชิญวง Boston Landmarks Orchestra (BLO) มาเล่น ถึงแม้จะไม่ใช่คอเพลงคลาสสิค แต่ก็น่าจะดีกว่านั่งดูละครของท่านเขย่าหอกศุกร์ที่แล้ว
ครั้งนี้คนแน่นโรงละครตามที่คาดไว้ ทางทีมคนไทยเราก็มากันเกือบครบ แต่ต้องนั่งแยกกันเพราะว่าเข้าโรงไม่พร้อมกัน คอนเสิร์ตเริ่มด้วย Symphony No. 39 แล้วตามด้วย Requiem Mass โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบช่วงหลังมากกว่า เพราะนอกจากเสียงเครื่องดนตรีแล้ว ยังมีเสียง Chorus จากทีม New World Chorale และ Vocal Soloist อีก 4 คน คือ Jonita Lattimore (soprano), Victoria Avestisyan (mezzo soprano), Charles Blandy (tenor) และ Robert Honeysucker (baritone) แต่หากถามว่าเข้าใจคอนเสิร์ตครั้งนี้อย่างลึกซึ่งหรือไม่ ก็คงตอบว่าไม่ครับ คงต้องอาศัยเวลาและประสบการณ์อีกสักนิดในการทำความเข้าใจ
หลังจากคอนเสิร์ตเลิกแล้ว ก็ขึ้น T กลับบ้าน มีเรื่องให้ต้องประหลาดใจ ที่อยู่ดีๆ ฝรั่งที่นั่งอยู่ข้างหลังพูดขึ้นมาว่า "คนไทยใช่มั๊ย" ปรากฎว่าพี่แกเคยอยู่เมืองไทยมา 1 ปี ที่เชียงใหม่ ตอนนี้ทำงานเป็น Economic Consultant อยู่ที่ Lexicon แถมยังบอกว่ามองหาคนไทยมานานแล้ว แต่ไม่เคยได้เจอเลย ปีหน้าจะสมัคร MBA ของ Sloan อีกต่างหาก โลกนี้มีเรื่องให้เราต้องประหลาดใจอยู่เสมอจริงๆ คุยได้แป๊บเดียวก็ต้องลง T ที Kendall/MIT แล้ว เลยปล่อยหน้าที่คุยกับฝรั่งให้เป็นของน้องๆ ต่อไป
Thursday, July 20, 2006
2 วันต่อมาหลังจากไปเยี่ยมชม Boston Public Library เราก็ไปกันที่ the JFK Musuem and Library ถือว่าเป็น week ที่คุ้มมาก เพราะไม่ค่อยได้เรียนเท่าไหร่ แต่ได้เที่ยวหลายที่ อิ อิ ท่าน JFK ของเรานี้เป็นที่ชื่นชมของคน Boston มากๆ และถือว่าเป็นประธานาธิบดีที่เกิดจากความนิยมของประชาชนจริงๆ แต่เสียดายที่ต้องมาเสียชีวิตเพราะโดนลอบสังหารไปเสียก่อนที่จะทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน
Monday, July 17, 2006
ท่ามกลางอากาศอันร้อนระอุ และแสงแดดที่เผาเนื้อขาวบ้าง คล้ำบ้าง ของเราชาวไทยและชาวญี่ปุ่นรวมกันทั้งสิ้น 14 ชีวิต เรายืนถ่ายรูปกันอย่างมีความสุข ณ Rockport ชายหาดนอกเมือง ที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าหาดเมืองไทยสวยกว่าพันเท่า เป็นครั้งแรกที่เราเดินทางเป็นหมู่คณะออกนอกเมืองกันอย่างพร้อมเพรียงเช่นนี้ โดยรถทั้งสามคันเป็นของเพื่อนญี่ปุ่นทั้งสิ้น เป็นการยืนยันได้ว่า เศรษฐกิจของญีปุ่นนั้นดีกว่าไทยจริงๆ
น้ำทะเลของ Rockport นั้นเย็นจับขั้วหัวใจ เปรียบเหมือนน้ำผสมน้ำแข็งที่ไอ้เด็กเวรทั้งหลายชอบสาดเล่นกันในวันสงกรานต์ ชายหาดก็คลาคร่ำไปด้วยบรรดาฝรั่งหัวทองที่พากันมานอนอาบแดด (ที่นี่เขาตรงข้ามกับเมืองไทย ตรงที่นิยมคนผิวแทนนะครับ หากบรรดา whitening ทั้งหลายมาขายที่นี่ คงเจ๊งไม่เป็นท่า)
นอกจากจะมีโอกาสได้เล่นลิงชิงบอลกลางทะเลน้ำแข็ง ในนามทีมชาติไทย ปะทะ ทีมชาติญี่ปุ่นแล้ว เราทั้ง 14 สหาย (รวมเพื่อนที่ตามมาทีหลังอีก 3 ก็เป็น 17 สินะ) ได้มีโอกาสไปกิน Lobster ตัวละ 11.35 เหรียญ พร้อมกับกินซุปหอย fish cake และ ice cream ราคา 3 เหรียญ จนทุกคนพุงกางออกประมาณ 1.25 นิ้ว
เมืองชายทะเล Rockport นั้นสวยมาก บ้านไม้แต่ละหลังดูน่ารัก กระจุ๋มกระจิ๋ม ผู้คนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส มีอัธยาศัยกับกะเหรี่ยงอย่างเรามาก พวกเราเดินไปไหน ก็มีแต่คนสนใจ นั่นไงพวกญี่ปุ่นมากันอีกแล้ว (สมการในความรู้สึกของพวกพี่กันนั้น เอเชีย = ญี่ปุ่น)
Q: Where are you guys from?
A: Thailand
Q: Oh .. I thought you are from Japan ! (shit)
สรุปแล้วก็เป็นทริปที่มันส์ดี สหายญี่ปุ่นแต่ละคน มีวิญญาณความเป็นเด็กไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือดสูงมาก สองปีที่อยู่กับพวกท่าน คงจะหฤหรรษ์ไม่น้อย











